การอดทนรอคอย…เคล็ดลับสู่ความสำเร็จ
“การอดทนรอคอย” คือ การชะลอความพึงพอใจที่จะได้รับในขณะนี้ เพื่อ สิ่งที่ดีกว่าในอนาคต ตัวอย่างง่ายๆ เช่น การอดทนไม่บริโภคอาหารขยะในวันนี้เพื่อจะได้มีรูปร่างที่ดีใส่เสื้อผ้าสวยสวยได้ในอนาคต
เมื่อปี 1972 ในประเทศสหรัฐอเมริกา มีการทดลองความสามารถของเด็กๆ ในการอดทนรอคอย การทดลองนี้ ผู้วิจัยได้เสนอตัวเลือกให้แก่เด็กๆ คือ จะกินขนมมาร์ชเมลโล่ 1 ชิ้นตอนนี้ หรือจะกิน 2 ชิ้น ถ้าพวกเขาสามารถอดทนรอคอยได้เป็นเวลา 15 นาที ผู้วิจัยปล่อยเด็กไว้ในห้องเพียงลำพังกับจานขนมและบันทึกวิดีโอไว้
จากงานวิจัยพบว่า วิธีการที่เด็กแต่ละคนใช้หักห้ามใจตัวเองนั้นแตกต่างกันออกไป บางคนเดินไปรอบๆ เพื่อจะได้ไม่มองเห็นจานขนม บางคนปิดตาตัวเอง บางคนเดินเตะโต๊ะ บางคนก็หันไปเล่นผมของตัวเองแทน แม้ว่าจะเป็นวิธีการแบบเด็กเด็กแต่ก็ได้ว่าได้ผลดีทีเดียว แต่สุดท้ายแล้วเด็กส่วนมากไม่สามารถรอคอยได้และกินขนมชิ้นแรกไป
อย่างไรก็ตาม มีเด็ก 30% ที่สามารถอดทนรอคอยได้ แล้วได้รับขนมชิ้นที่สอง สิ่งที่น่าสนใจ คือ อีก 30 ปีต่อมา เมื่อเติบโตเป็นผู้ใหญ่ เด็กเหล่านี้ประสบความสำเร็จในชีวิตมากกว่า พวกเขาสอบได้คะแนนสูงกว่า ไม่มีปัญหาข้องแวะกับยาเสพติด เข้าเรียนในมหาวิทยาลัยได้มากกว่า และเป็นโรคอ้วนน้อยกว่า นอกจากนั้นพวกเขายังทำงานหาเงินได้มากกว่าด้วย
เด็กสมัยปัจจุบัน ส่วนใหญ่ไม่ค่อยรู้จักการรอคอย อยากได้อะไรต้องได้อย่างใจ ไม่ละอายและไม่เลือกวิธีการที่จะได้มา เมื่อไม่ได้ก็พาลโกรธถึงขั้นทำร้ายตัวเอง ปัจจัยสำคัญมาจากปัจจุบันที่มีสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ ที่พร้อมตอบสนองทุกๆ ความต้องการตั้งแต่ยังแบเบาะจนถึงวัยหนุ่มสาว ตู้เย็นที่มีของกินพร้อมกินได้ทันทีที่อยากกิน แม้ไม่หิวก็ตาม ไมโครเวฟใช้เวลาเพียง 1-2 นาทีในการเตรียมอาหารอาหารสำเร็จรูปที่จะกินได้ทันทีที่ต้องการ การเดินทางในปัจจุบันที่เร็วกว่าเมื่อก่อนหลายเท่า โทรศัพท์ที่สามารถจ่ายเงินได้ทันทีเมื่อต้องการใช้ และสิ่งอำนวยความสะดวกอีกหลายหลายอย่าง ความรวดเร็วนี้ทำให้เด็กรุ่นนี้แทบไม่ต้องรอคอยอะไรเลย
แต่การรอคอยจำเป็นต่อการดำเนินชีวิต พ่อแม่ต้องฝึกหัดสอนลูกให้รู้จักการรอคอย อย่าให้อะไรทันทีที่เขาต้องการ ต้องให้รู้จักรอคอย พูดคำว่าเดี๋ยว…รอก่อน…รอจนกว่า… รอให้ถึง…ให้เขาฟังตั้งแต่เขายังเล็กๆ เมื่อเขาโตแล้ว ก็ต้องค่อยๆ สอน ทั้งนี้เพื่อให้เขารู้สึกถึงคุณค่าของการรอคอย รู้รสชาติของความหวานที่ได้รับจากการรอคอย รู้จักอดเปรี้ยวไว้กินหวาน รู้จักยับยั้งชั่งใจ
ที่สำคัญ คือ รู้จักมีสติยั้งคิด ไม่ผลีผลามในกิจการทั้งปวง และไม่รีบร้อนที่อยากจะได้รับผลทันที จะได้จะได้เป็นพลเมืองที่มีสติของประเทศชาติ เป็นผู้นำที่มีสติ เป็นผู้มีอำนาจที่มีสติและรู้จักการรอคอย
ขอขอบคุณ : นิตยสารแม่พระยุคใหม่ ฉบับที่ 187

แจกยิ้ม
นี่คือเรื่องจริงที่อยากแบ่งปัน ฉันเป็นแม่ของลูกสามคนและเพิ่งจบการศึกษาจากมหาวิทยาลัย วิชาสุดท้ายที่ฉันได้เรียนคือวิชาสังคมวิทยา ฉันประทับใจอาจารย์ที่สอนวิชานี้อย่างมาก เพราะท่านได้มอบหมายการบ้านชิ้นหนึ่งให้พวกเราโดยมีชื่อว่า “แจกยิ้ม” ซึ่งเป็นเรื่องราวแห่งแรงบันดาลใจที่อยากจะแบ่งปันให้คุณฟัง
รายงานชิ้นนี้มีอยู่ว่า นักศึกษาจะต้องออกไปแจกยิ้มให้กับคนสามคน และกลับมาบันทึกผลตอบรับของผู้คนที่เขาแจกยิ้มให้ สำหรับฉัน การบ้านชิ้นนี้ดูไม่ยากอะไรเลยเพราะปกติแล้วฉันเป็นคนยิ้มง่าย อัธยาศัยดี
หลังจากได้รับมอบหมายแล้ว ฉัน สามีและลูกชายคนเล็ก ก็ออกไปที่ร้านแมคโดนัลด์ ฉันพาลูกชายออกไปด้วยเพราะอยากให้เขาได้มีส่วนร่วมสนุกกับการบ้านของฉัน ตอนที่เราต่อแถวกันอยู่นั้น ฉันเริ่มรู้สึกว่า คนที่ต่อแถวอยู่หายไปทีละคนรวมทั้งสามีของฉันด้วย
ฉันหันมองด้วยความวิตกและได้กลิ่นเหม็นสาบโชยมาตามลม เมื่อมองไปด้านหลัง ฉันพบชายจรจัดเนื้อตัวมอมแมมสองคนยืนอยู่ใกล้ๆ ฉันมองไปที่ชายคนแรก เค้าหันมาส่งยิ้มให้ ฉันมองเห็นพระเจ้าในดวงตาของเขา ดวงตาซึ่งส่งสัญญาณถึงความต้องการการยอมรับจากใครสักคนหนึ่ง “สวัสดี” เขาทักทายฉัน ในขณะที่กำลังนับเศษเหรียญที่กำไว้ในมือ ส่วนชายอีกคนหนึ่งก็คลำหาเศษเหรียญในกระเป๋า เขาเป็นคนไม่สมประกอบและชายคนแรกคงเป็นที่พึ่งเดียวที่เขามีอยู่
ภาพที่เห็นในตอนนั้น ทำให้ฉันน้ำตาคลอเบ้า “รับอะไรดีคะ” พนักงานถาม “ขอ…กาแฟแก้วเดียว” ชายคนแรกตอบ ฉันคิดว่าเค้าคงต้องการความอบอุ่น และการที่จะนั่งในร้านนี้ได้ เขาจะต้องสั่งอะไรสักอย่างหนึ่ง เศษสตางค์ที่ทั้งสองรวบรวมได้คงซื้อกาแฟได้เพียงแก้วเดียว
ณ ตอนนั้น ฉันอึ้งและรู้สึกได้ถึงความทุกข์ของชายสองคนนี้ แม้จะมีสายตาของคนทั้งร้านจับจ้องฉันอยู่ แต่ฉันก็ไม่รีรอที่จะสั่งอาหารเพิ่มอีกสองชุด ฉันเดินไปที่โต๊ะซึ่งชายสองคนนั้นนั่งอยู่ วางอาหารลงบนโต๊ะ แล้ววางมือฉันบนมือเย็นชืดของเขา เขามองมาที่ฉันด้วยน้ำตาและกล่าวว่า “ขอบคุณ” ฉันเขยิบตัวเข้าไปใกล้ๆและบอกว่า “ฉันไม่ได้ทำอะไรเลย พระเจ้าต่างหากที่ทำงานผ่านทางฉันเพื่อเติมความหวังให้คุณ”
ฉันเดินกลับมาหาสามีและลูกทั้งน้ำตา สามีของฉันมองมาและยิ้มให้กล่าว ”ที่รัก ผมรู้แล้วว่าทำไมพระเจ้าถึงประทานคุณมาให้ผม เพื่อเป็นความหวังให้ผมไง”เราจะจับมือกันและรู้ว่า พระเจ้าเท่านั้นที่ทำให้เราทำเรื่องแบบนี้ได้ เหตุการณ์วันนั้นทำให้ฉันเข้าใจถึงความรักอันแท้จริงของโลก ฉันบันทึกเหตุการณ์นี้ลงในรายงานที่ไม่ได้เพียง “แจกยิ้ม” แต่ทำให้ฉันได้ “แจก” และ “รับ” ความรักของพระเจ้าในเวลาเดียวกัน
ฉันกลับไปที่มหาวิทยาลัย และส่งการบ้านชิ้นนี้ อาจารย์อ่านงานของฉันและถามว่า “อาจารย์อ่านให้เพื่อนฟังได้ไหมคะ” ฉันพยักหน้าตอบรับ
ขณะที่อาจารย์อ่านเรื่องราวของฉันให้เพื่อนเพื่อนฟังนั้น ฉันก็ตระหนักว่า เราในฐานะมนุษย์คนหนึ่งซึ่งเป็นเครื่องมือของพระเจ้า มีหน้าที่แบ่งปัน เพื่อเยียวยาจิตใจของผู้อื่นและเพื่อได้รับการเยียวยา ฉันจบการศึกษาด้วยบทเรียนที่ยิ่งใหญ่ที่สุดบทหนึ่ง คือ การยอมรับใครสักคนหนึ่งอย่างไม่มีเงื่อนไข เราควรมีความรักและเห็นอกเห็นใจซึ่งกันและกัน และเรียนรู้ที่จะรักใครสักคนอย่างที่เขาเป็น
ขอขอบคุณ : นิตยสารแม่พระยุคใหม่ ฉบับที่ 183

สันติที่แท้จริง…
ครั้งหนึ่งนานมาแล้ว พระราชาองค์หนึ่งทรงออกประกาศจะพระราชทานรางวัลแก่ศิลปินที่สามารถเขียนภาพได้ยอดเยี่ยมเป็นที่พอพระทัยของพระองค์มากที่สุด ปรากฏว่ามีผู้พยายามเข้าแข่งขันเขียนภาพครั้งนี้เป็นจำนวนแต่พระราชาทรงเลือกไว้พิจารณาวินิจฉัยขั้นสุดท้ายเพียงสองภาพ
ภาพหนึ่งเป็นรูปทะเลสาบราบเรียบเงียบสงบ สดใสดุจกระจกเงาสะท้อนภาพภูเขา ซึ่งสูงเด่นทะมึนอยู่ข้างทะเลสาบที่สงบเช่นกัน เหนือขึ้นไปมีปุยเมฆสีขาวสะอาดลอยฟ่องสดสวยน่าประทับใจ ทุกคนที่ได้เห็นภาพนี้รู้สึกว่าได้เห็นภาพแห่งสันติอย่างสมบูรณ์
อีกภาพหนึ่งมีภูเขาเหมือนกัน แต่ค่อนข้างเว้าแหว่งขรุขระและว่างเปล่า เหนือขึ้นไปท้องฟ้ากำลังพิโรธด้วยพายุฝนที่โหมกระหน่ำอย่างรุนแรง มีฟ้าแลบแปลบปลาบส่งเสียงสนั่น ถัดจากเชิงเขาลงไปเบื้องล่าง มีน้ำตกไหลล้นวนเอ่อเป็นฟองกระจายพลุ่งวุ่นวาย ดูแล้วเหมือนจะหาความสงบหรือสันติไม่ได้ แต่เมื่อพระราชาก้มมองระยะใกล้ชิด ทรงเห็นพุ่มไม้เล็กหลังน้ำตกบริเวณข้างรอยแตกของหิน ณ พุ่มไม้แห่งนี้ แม่นกสร้างรังขึ้นท่ามกลางความเชี่ยวกรากของสายน้ำ ซึ่งส่งเสียงดังโครมครามคึกคะนองและเสียงลมอยู่ครืนครั่น แม่นกนอนกกลูกน้อยอยู่ในรังด้วยท่าทางอันสงบ
คุณคิดว่าพระราชาจะทรงเลือกภาพไหน?
ภาพแรก เพราะ………………………
ภาพที่สอง เพราะ………………………
“สันติ” มิได้หมายถึง การอยู่ ณ สถานที่ซึ่งปราศจากศัพท์เสียงสำเนียงใดๆ ไร้ทุกข์ทรมานงานหนัก “สันติ” หมายถึงว่า แม้จะอยู่ท่ามกลางสถานที่อันอลหม่านวุ่นวายเพียงใด ก็ยังมีความสงบอยู่ในหัวใจได้ จึงจะเป็นสันติอย่างแท้จริง
ขอขอบคุณ : นิตยสารแม่พระยุคใหม่ ฉบับที่ 186

จุดหมายแห่งชีวิต
ครั้งหนึ่งประธานาธิบดีอับราฮัม ลินคอล์น (1809-1865) ถูกถามว่า ท่านมีจุดหมายในการดำเนินชีวิตก่อนตายอย่างไร ท่านตอบด้วยวาทะที่น่าประทับใจว่า “เมื่อถึงคราวที่ผมจะตาย ผมอยากให้เขากล่าวถึงตัวผมว่า ผมเป็นผู้หักล้างถางพง เพื่อเตรียมดินสำหรับปลูกต้นไม้และดอกไม้ลง ณ ที่ที่ผมปรารถนา”
หากคนนี้เป็นวันสุดท้ายในชีวิตของคุณ…คุณคิดว่าคุณได้ปลูกสิ่งที่คุณปรารถนา ซึ่งคู่ควรจะปลูกลงในชีวิตของคุณเอง หรือของใครบางคนแล้วหรือไม่ และหากว่าคุณไม่สามารถปลูกสิ่งเหล่านั้นด้วยตัวของคุณเองได้ คุณคิดว่าคุณสามารถมีส่วนร่วมในการช่วยหักถางพง เพื่อเตรียมดินสำหรับให้ผู้อื่นปลูกสิ่งดี ๆ ลงไปหรือไม่
คุณตระหนักว่า คุณมีสิทธิ์อันชอบธรรมที่จะทำอะไรก็ได้ที่คู่ควรกระกระทำ ไม่ว่าจะเป็นผู้เตรียมดินเพื่อจะปลูก หรือเป็นผู้ลงมือปลูกต้นไม้หรือสิ่งดีเหล่านั้นด้วยตัวเอง
คุณจึงควรมีเป้าหมายในการกระทำสิ่งดีมีคุณค่า ซึ่งจะดำรงอยู่อย่างยาวนานหลังจากที่คุณลาจากโลกนี้ไป คุณไม่ควรตั้งเป้าหมายต่ำเกินไป นั่นคือมุ่งกระทำแต่เพียงเพื่อตัวคุณเอง หรือเพียงเพื่อครอบครัวของคุณ หรือกิจการของคุณเองเท่านั้น แต่คุณควรมีจุดมุ่งหมายในชีวิตที่สูงส่ง ซึ่งจะส่งผลยั่งยืนต่อไปยังคนรุ่นหลัง ๆ อีกหลายชั่วอายุคน เหมือนดังที่ท่านประธานาธิบดีแห่งสหรัฐอเมริกา อับราฮัม ลินคอร์น มีอุดมการแน่วแน่ในการกระทำเช่นนั้น คุณควรตั้งเป้าหมายที่คู่ควร เหมือนที่อัลเบิร์ต ไอน์สไตล์ ยึดถือเป็นแนวปฏิบัติว่า “อย่าพยายามที่จะเป็นบุคคลที่ประสบความสำเร็จ แต่จงมุ่งมั่นที่จะเป็นบุคคลที่มีมีคุณค่า” (Try not to become a man of success, but rather a man of value.)
ดังนั้นขอให้เราดำเนินชีวิตอย่างมีคุณค่า ในขณะที่เรายังมีลมหายใจอยู่ เพื่อว่าในวันที่ลมหายใจของเราหมดลง ภารกิจที่เราได้รับมอบหมายให้กระทำในโลกนี้จะเสร็จสิ้นและสำเร็จลงอย่างน่าภาคภูมิใจ
หากวันนี้คุณยังอ่านบทความนี้ได้ แสดงว่าคุณยังมีโอกาสใช้ทุกสิ่งที่มีอยู่ในชีวิตนี้ จะทำให้โลกและสังคมที่คุณเป็นส่วนหนึ่งนั้น “ดีขึ้นได้”
ประธานาธิบดีวูดโรว์ วิลสัน (1856-1924) ประธานาธิบดีคนที่ 28 ของสหรัฐอเมริกากล่าวไว้อย่างน่าคิดว่า คุณไม่ได้อยู่บนโลกนี้เพียงเพื่อเลี้ยงชีพ แต่คุณอยู่ที่นี่ เพื่อทำให้โลกนี้ดำรงอยู่อย่างสมบูรณ์ยิ่งขึ้น ด้วยวิสัยทัศน์ที่กว้างไกลกว่าเดิม ด้วยจิตที่เปี่ยมด้วยความหวังและใจที่มุ่งมั่นสู่ความสำเร็จมากกว่าเดิม คุณอยู่ที่นี่เพื่อทำให้โลกนี้อุดมสมบูรณ์และคุณกำลังทำตัวของคุณให้ต่ำต้อยด้อยค่าลงหากว่าคุณลืมภารกิจนี้
ดังนั้น หากว่าวันนี้เรายังมีชีวิตอยู่ ขอให้เราดำเนินชีวิตอย่างมีเป้าหมาย ดุจดังที่นักบุญเปาโล กล่าวไว้ว่า “ข้าพเจ้าจึงวิ่งแข่งอย่างมีจุดหมาย ข้าพเจ้ามิได้ชกอย่างคนชกลม” (1 โครินธ์ 9:26)
วันนี้ คุณดำเนินชีวิตอย่างนักมวยชกลมยู่หรือเปล่า หรือว่าคุณดำเนินชีวิตอย่างจริงจังจริง เพื่อจุดมุ่งหมายที่คู่ควรต่อการดำรงอยู่ของคุณในโลกนี้
ขอขอบคุณ : นิตยสารแม่พระยุคใหม่ ฉบับที่ 182


